Semantic SEO แนวทางปฏิบัติในการเขียนเนื้อหาที่ปรับแต่งให้เหมาะสมและครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ของเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้มีความลึกของเนื้อหา มากยิ่งขึ้น

ในบทความนี้ เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Semantic SEO ทั้งในเรื่องที่ว่า มันคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร ประโยชน์ วิธีการใช้งาน พร้อมกับวิธีการทำ เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณมีอันดับที่ดีขึ้น ในหน้าผลการค้นหาแบบทั่วไป หากคุณพร้อมแล้ว มาเริ่มกันเลย!

Semantic SEO คืออะไร?

Semantic SEO คือ แนวทางปฏิบัติในการเขียนเนื้อหาที่ปรับแต่งให้เหมาะสมและครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ ของเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้มีความลึกของเนื้อหามากยิ่งขึ้น โดยไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบคำถามเพียงคำถามเดียวเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ แต่เพื่อตอบคำถามทั้งหมดที่ผู้ใช้อาจต้องการและอยู่ในเรื่องเดียวกัน และเพื่อนำเสนอข้อมูลที่จำเป็น ในโครงสร้างแบบลำดับชั้น

ความสำคัญของ Semantic SEO

ความสำคัญของ Semantic SEO

หากจะกล่าวถึง ความสำคัญของ Semantic SEO ต้องย้อนกลับไปถึงตอนที่ Google Search ประเมินหัวข้อของหน้าเว็บโดยการพิจารณาจากคีย์เวิร์ดเพียงอย่างเดียว หากคุณเขียนเนื้อหาที่ใช้คีย์เวิร์ดนั้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วทั้งหน้าเว็บ Google จะมองว่าหน้าเว็บนั้น ๆ จะต้องเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดนี้ อย่างแน่นอน

แต่แล้ว ในปี 2013, Google ก็ได้เปิดตัวอัลกอริทึมที่ชื่อว่า Hummingbird ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดอันดับ แทนที่จะดูแค่คีย์เวิร์ดแบบตรงตัว (Exact-Match Keywords) ที่กระจายอยู่ทั่วทั้งหน้าเว็บอย่างที่เคยเป็นมา ตอนนี้ Google Search สามารถอ่านเนื้อหาที่อยู่ในหน้าเว็บและทำความเข้าใจ เพื่อประเมินหัวข้อโดยรวมของหน้าเว็บนั้น ๆ ได้อย่างชาญฉลาด (คล้ายกับวิธีคิดของมนุษย์) ซึ่งทำให้การใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ (สแปมคีย์เวิร์ด) ที่เคยมีประสิทธิภาพนั้นใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป

Google Search ยังคงสแกนหาคีย์เวิร์ดในหน้าเว็บอยู่ แต่ไม่ได้พึ่งพามันอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป, Google ชื่นชอบที่จะมองหาหน้าเว็บที่มีเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อนั้น ๆ ที่ดีที่สุด และนำเสนอผลลัพธ์เหล่านั้นแก่ผู้ใช้ ซึ่งเป็นวิธีการจัดอันดับผลการค้นหาที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยเป็นมา

ประโยชน์ของ Semantic SEO

ประโยชน์ของการใช้งาน Semantic SEO เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และหน้าเว็บของคุณ ให้เหมาะกับภาพรวมของการค้นหาในยุคปัจจุบัน

ช่วยให้หน้าเว็บมีอันดับที่สูงขึ้น

Semantic SEO ช่วยให้เครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจเนื้อหาของหน้าเว็บได้แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยโครงสร้างของเนื้อหาแบบลำดับชั้น ที่ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ หน้าเว็บของคุณมีแนวโน้มที่จะได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นในผลการค้นหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการมองโดยรวมได้

ช่วยให้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องติดอันดับ

การมุ่งเน้นไปยังบริบทที่กว้างขึ้น มากกว่าแค่ การทำอันดับ ให้กับ คีย์เวิร์ดหลัก (Primary Keyword) เพียงอย่างเดียว

Semantic SEO จะช่วยให้คุณสามารถกำหนด คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง (Related Keywords) ได้หลากหลายมากขึ้น โดยการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคีย์เวิร์ดและแนวคิดต่าง ๆ เพื่อสร้างเนื้อหาให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของผู้ใช้ (User Intent) ทำให้คุณสามารถดึงดูดปริมาณการค้นหาได้มากขึ้น จากการติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง

ช่วยส่งสัญญาณที่ดีไปยัง Google

เครื่องมือค้นหามุ่งเน้นที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นจริง ปลอดภัย และเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้อยู่เสมอ ด้วยการสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและทันสมัย การมีเนื้อหาและหัวข้ออย่างครบถ้วน และตรงตามเกณฑ์ E-E-A-T จะช่วยให้หน้าเนื้อหาของคุณมีคุณภาพสูงในมุมมองของ Google ซึ่งนำไปสู่การจัดอันดับที่สูงขึ้น

ช่วยให้เนื้อหามีโอกาสปรากฏในรูปแบบของ SERP Features

เนื้อหาของคุณมีโอกาสที่จะถูกนำแสดงในรูปแบบของ SERP Features บนหน้าผลการค้นหา เช่น Knowledge Panel, Sitelinks, People Also Ask/Others want to know, และ Top Stories ซึ่งจะช่วยดึงดูดปริมาณการเข้าชมที่มากขึ้นไปยังหน้าเว็บของคุณ

ช่วยให้ผู้ใช้อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานขึ้น

คุณสามารถปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience) โดยรวมของเว็บไซต์ได้ ด้วย Semantic SEO ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ พวกเขาจะใช้เวลาอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น หากพบว่าเนื้อหานั้นน่าสนใจ สิ่งนี้นำไปสู่ การมีส่วนร่วมของผู้ใช้ (User Engagement) ที่สูงขึ้น, เวลาที่ใช้บนหน้าเว็บโดยเฉลี่ย (Average Time on Page) ที่นานขึ้น และ อัตราการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Conversion Rate) ที่เพิ่มขึ้น

การใช้งาน Semantic SEO

การใช้งาน Semantic SEO นั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก นั่นคือ การใช้งานภายในหน้าเว็บเดียว และการใช้งานทั่วทั้งเว็บไซต์ คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม พร้อมดูตัวอย่างโครงสร้าง ได้ที่หัวข้อด้านล่างนี้

การใช้งาน ภายในหน้าเว็บเดียว

คือการสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมเรื่องนั้น ๆ ภายในหน้าเว็บเดียว มีหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องกันภายในเนื้อหา นำเสนอตามลำดับชั้น เพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ของหน้าเว็บ

ตัวอย่าง:

Title: คู่มือเริ่มต้น SEO: พื้นฐาน

  • H1: คู่มือเริ่มต้น Search Engine Optimization (SEO) พื้นฐาน
    • H2: SEO สำคัญอย่างไร?
    • H2: SEO คุณสมบัติหลัก
      • H3: On-Page SEO
      • H3: Off-Page SEO
      • H3: Technical SEO
      • H3: User Interaction Signals
  • H2: SEO ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเห็นผล
  • H2: SEO ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

การใช้งาน ทั่วทั้งเว็บไซต์

คือการสร้างเนื้อหาที่ครอบคลุมเรื่องนั้น ๆ แบบหลายหน้า แยกหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องออกจากกัน ให้อยู่ในรูปแบบลำดับชั้นของ Internal Links (URL และ Breadcrumb) เพื่อแสดงถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ของเว็บไซต์

ตัวอย่าง:

https://example.com/seo/
https://example.com/seo/definition/
https://example.com/seo/importance/
https://example.com/seo/main-features/
https://example.com/seo/main-features/on-page/
https://example.com/seo/main-features/off-page/
https://example.com/seo/main-features/technical/
https://example.com/seo/main-features/user-interaction-signals/
https://example.com/seo/result-time/
https://example.com/seo/cost/

Semantic SEO ทั้ง 2 รูปแบบ สามารถใช้งานร่วมกันได้ ขึ้นอยู่กับการวางแผนโครงสร้างหัวข้อ ของเรื่องนั้น ๆ ก่อน การเริ่มทำ SEO จำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ด้วยวิธีนี้ จะช่วยให้โปรแกรมรวบรวมข้อมูล (Crawler) ของ Google เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น ช่วยในการพิจารณาเนื้อหาของคุณว่ามีคุณภาพสูง และจัดอันดับเนื้อหานั้นบ่อยขึ้นใน SERPs นอกจาก เนื้อหาประเภทข้อความ ยังรวมถึง ภาพและวิดีโอ, แบบสำรวจ, ไฟล์ PDF, และเว็บแอปพลิเคชัน ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ด้วย

Semantic SEO วิธีทำและการใช้ประโยชน์ เพื่อให้ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นใน Google Search

วิธีการทำ Semantic SEO

เนื้อหาในบทความนี้กล่าวถึงวิธีทำและการใช้ประโยชน์ Semantic SEO เพื่อให้เว็บไซต์และหน้าเว็บของคุณ ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นบน Google Search

เผยแพร่ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อ (Topically Relevant Content)

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องตามหัวข้อ (Topically Relevant Content) เป็นวิธีเขียนเนื้อหาที่ครอบคลุมและเจาะลึกหัวข้อทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ

ตัวอย่าง: การทำอันดับสำหรับคีย์เวิร์ด “Local SEO”

แทนที่จะเขียนเคล็ดลับสั้น ๆ อย่าง “5 วิธีทำ Local SEO สำหรับธุรกิจท้องถิ่น” ในอัตราความยาวของเนื้อหา 500 คำ ให้เขียนเป็นเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Local SEO แทน เช่น “Local SEO สำหรับธุรกิจท้องถิ่น คู่มือฉบับสมบูรณ์ ” ที่อาจมีความยาวมากกว่า 1,000-2,000+ คำ ขึ้นไป

การเขียนโครงสร้างหัวข้อ สำหรับ Semantic SEO

โครงร่างหัวข้อ คือ โครงร่างที่แสดงรายการหัวหลักและหัวข้อย่อยทั้งหมดตามลำดับชั้น ที่คุณจะเขียนในเนื้อหาของคุณ นี่จะทำให้คุณสามารถวางแผนการเขียนเนื้อหาเชิงลึกได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่าง:

Title: Local SEO สำหรับธุรกิจท้องถิ่น คู่มือฉบับสมบูรณ์

  • H1: Local SEO สำหรับธุรกิจท้องถิ่น คู่มือฉบับสมบูรณ์
    • H2: Local SEO คืออะไร?
    • H2: ความสำคัญของ Local SEO
    • H2: องค์ประกอบของ Local SEO
      • H3: …
    • H2: วิธีวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับ Local SEO
      • H3: …
    • H2: วิธีเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ด้วย Local SEO
      • H3: …
    • H2: ปัจจัยในการจัดอันดับแบบ Local Search
      • H3: …
    • H2: การจัดอันดับแบบ Local Search ทำงานอย่างไร
      • H3: …
    • H2: Local SEO ใช้เวลานานเท่าใดจึงจะเห็นผล
    • H2: Local SEO เหมาะกับธุรกิจประเภทใด
    • H2: Local SEO มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

เนื้อหาที่ตอบคำถามส่วนของ ใน “People also ask/Others want to know”

คุณอาจสังเกตเห็นว่า Google มีช่อง People also ask/Others want to know เหล่านี้ แสดงขึ้นมาในผลการค้นหา นี่เป็นคำถามที่ผู้คนถามเกี่ยวกับหัวข้อนี้

Others want to know

เมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้ในเนื้อหาของคุณ ไม่เพียงแต่ คีย์เวิร์ดหลัก จะได้รับอันดับที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เนื้อหาคุณยังมีโอกาสที่จะถูกนำไปแสดงในช่อง People also ask/Others want to know เหล่านี้ได้อีกด้วย

กำหนด คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน (อย่างใกล้ชิด) ในหน้าเดียวกัน

การทำ SEO ในสมัยก่อน ผู้คนมักสร้างหน้าเว็บแยกกัน สำหรับการทำอันดับให้กับ คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน (อย่างใกล้ชิด)

ตัวอย่าง: คุณสร้างหน้าเว็บ เพื่อการทำอันดับสำหรับคีย์เวิร์ด “ของเล่นสุนัข” และอีกหน้า “ของเล่นสำหรับสุนัขที่ดีที่สุด”

แนวคิดในการสร้างหน้าเว็บเพื่อการทำอันดับแบบแยกหน้า ทั้งที่เป็นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกัน (อย่างใกล้ชิด) นี้ ไม่ส่งผลดีเท่าที่ควรอีกต่อไปในปัจจุบัน และยังเป็นการทำซ้ำเนื้อหาของเรื่องนั้น ๆ อีกด้วย เนื่องจากปัจจุบัน Google จะแสดงผลลัพธ์ในหน้าผลการค้นหา ให้กับหน้าเว็บที่มาจากโดเมนเดียวกันไม่เกิน 2 หน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันและเข้าข่ายการทำซ้ำแล้วนั้นยิ่งไม่มีโอกาสเลย

Google สามารถแสดงผลลัพธ์ในหน้าผลการค้นหา ให้กับหน้าเว็บหนึ่งหน้า ด้วย คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน (อย่างใกล้ชิด) กับเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา คุณจึงไม่จำเป็นต้องทำหน้าแยก ก็สามารถติดอันดับบน Google แบบหลายคีย์เวิร์ด (Multiple Keyword Ranking) ในหน้าเดียวได้ เพียงสร้างหน้าเว็บหนึ่งหน้าที่ครอบคลุมเนื้อหาเหล่านั้นในเชิงลึก หรือที่เราเรียกว่า Semantic SEO

หลีกเลี่ยง คีย์เวิร์ดหางยาว (Long-Tail Keywords)

จากหัวข้อก่อนหน้าคุณได้เรียนรู้แล้วว่าการสร้างหน้าเว็บแยกกันให้กับ คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน (อย่างใกล้ชิด) นั้นไม่สมเหตุสมผล เช่นเดียวกับการใช้ คีย์เวิร์ดหางยาว (Long-Tail Keywords) ความยาวตั้งแต่ 3+ คำขึ้นไป ส่วนใหญ่ด้วย คีย์เวิร์ดหางยาว เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่มีการแข่งขันสูง (Low Difficulty Keywords) แต่ปัญหาคือ มีปริมาณการค้นหาต่ำ (Low Search Volume) เช่นกัน

ตัวอย่าง: ใช้ คีย์เวิร์ดหางยาว สองคำ เช่น “เคล็ดลับ การทำ SEO ให้เว็บไซต์” และ “เทคนิค การทำ SEO ให้เว็บไซต์”

ปัจจุบัน Google เข้าใจแล้วว่า คีย์เวิร์ดหางยาว ทั้งสองนี้ อยู่ภายใต้หัวข้อ “การทำ SEO” ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์ของทั้งสองจึงคล้ายกันมาก เมื่อใช้ค้นหาบน Google แทนที่จะใช้ คีย์เวิร์ดหางยาว ที่มีปริมาณการค้นหาต่ำ และยากต่อการวางในตำแหน่งต่าง ๆ ของเนื้อหา แนะนำให้ใช้ คีย์เวิร์ดหางกลาง (Medium-Tail Keywords) ที่มีการแข่งขึ้นอยู่ในระดับกลาง ๆ (Medium Difficulty Keywords) ความยาว 2-3 คำ และมีปริมาณการค้นหามากขึ้น (คีย์เวิร์ดไทย อาจแบ่งแยกยากกว่า คีย์เวิร์ดภาษาอังกฤษ)

เช่น “การทำ SEO” หากเนื้อหาของคุณมีคุณภาพเพียงพอ Google จะจัดอันดับเพิ่มเติมให้กับ คีย์เวิร์ดหางยาว จำนวนมาก ในหน้าเว็บนั้น ๆ แบบอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องใส่ คีย์เวิร์ดหางยาว ไปตรง ๆ

เพียงแค่อาจต้องมี คำหรือวลีที่เกี่ยวข้องกันในเชิงแนวคิด (Semantically Related Phrases) ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งของ คีย์เวิร์ดหางยาว ซึ่งมีผู้ใช้ในการค้นหา เช่น พื้นฐาน, สําคัญอย่างไร, ขั้นตอน, อันดับ อยู่ในบางส่วนของเนื้อหาด้วย

กำหนด คีย์เวิร์ดหลัก (Primary Keywords) แบบหลายคำ

คุณสามารถกำหนดเป้าหมาย คีย์เวิร์ดหลัก หลายคำในหน้าเดียวได้ เนื่องจาก Google ฉลาดพอที่จะจัดอันดับ คีย์เวิร์ดหลัก ที่แตกต่างกัน และคีย์เวิร์ดที่คล้ายกันอีกมากมาย ให้กับหน้าเว็บเดียว ตามที่กล่าวมาในหัวข้อก่อนหน้า

เผยแพร่เนื้อหาแบบยาว

หากคุณจริงจังกับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ โดยการใช้ประโยชน์จาก Semantic SEO คุณต้องทำความคุ้นเคยกับการเขียนเนื้อหาที่ยาวขึ้นอย่างมาก เช่น 1,000, 2,000 หรือ 5,000 คำ แต่ไม่ได้หมายความว่า คุณควรเผยแพร่เนื้อหาแบบยาว ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาฟุ่มเฟือย อันไร้ประโยชน์ ข้อเท็จจริงง่าย ๆ คือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะครอบคลุมหัวข้อทั้งหมดด้วยเนื้อหาที่มีเพียง 400-500 คำแบบเดิม ๆ คุณอาจต้องใช้อย่างน้อย 1,000 คำ เพื่อให้ครอบคลุมหัวข้อทั้งหมด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนของหัวข้อ

เนื้อหาอาจมีความยาวอย่างมาก แต่มันทำให้ผู้ใช้มีความสุขและสามารถเลือกอ่านเนื้อหาในหัวข้อที่พวกเขาสนใจเพิ่มเติมได้ เพราะทุกสิ่งที่ต้องการอยู่ในหน้าเดียว คุณอาจะใช้ สารบัญเนื้อหา (Table of Contents) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ ในการกระโดดไปยังหัวข้อที่พวกเขาต้องการอ่านโดยที่ไม่ต้องเลื่อนหน้าลงไป

Google ชอบเนื้อหาแบบนี้ด้วยเหตุผลเดียวกันกับผู้ใช้ เป็นหน้าเว็บคุณภาพสูงเพียงหน้าเดียวที่ตอบคำถามของผู้ใช้ได้ครบทั้งหมด ดังนั้นอย่ากลัวที่จะเผยแพร่เนื้อหาแบบยาวและเจาะลึกเป็นพิเศษ ในความเป็นจริง นี่อาจเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับ SEO อย่างมาก

เพิ่ม คำหรือวลี ที่เกี่ยวข้องกันในเชิงแนวคิด (Semantically Related Phrases)

คำหรือวลีที่เกี่ยวข้องกันในเชิงแนวคิด (Semantically Related Phrases) หรือที่เรียกอีกอย่างนึงว่า LSI Keywords คำหรือวลีเหล่านี้ช่วยให้ Google เข้าใจหัวข้อโดยรวมของหน้าเว็บได้ดีขึ้น เมื่อคุณใช้คำและวลีที่เกี่ยวข้องในเนื้อหา คุณจะติดอันดับการค้นหาแบบ คีย์เวิร์ดหางยาว (Long-Tail Keywords) มากขึ้นด้วย

ตัวอย่าง: หากคุณสร้างหน้าเว็บเพื่อทำอันดับให้กับ คีย์เวิร์ด “กาแฟเย็น” คำหรือวลีที่เกี่ยวข้องก็อาจจะเป็น เมล็ดกาแฟ, น้ำแข็ง, อุปกรณ์, เมนู, สูตร, ชง, ดื่ม เป็นต้น

ปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับ คีย์เวิร์ดเชิงสนทนา (Conversational Keywords)

คุณอาจเคยได้ยินว่า การค้นด้วยเสียง (Voice Search) เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเรื่องจริง จากข้อมูลของ Google พบว่า 41% ของผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ทำการค้นหาด้วยเสียงอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวัน

Mobile Voice Study

และเนื่องจากการค้นหาด้วยเสียงมักเป็นแบบบทสนทนา คุณจึงควรที่จะเพิ่มสิ่งนี้ไปในเนื้อหาของคุณ

ตัวอย่าง: สมมติว่าคีย์เวิร์ดเป้าหมายของคุณคือ “เครื่องมือทำ SEO” ในสมัยก่อน คุณจะต้องหาวิธีวางคีย์เวิร์ดนี้ในเนื้อหาของคุณแบบตรง ๆ อย่างน่าอึดอัดใจ

ไม่อีกต่อไปแล้ว ปัจจุบัน คุณสามารถใช้คีย์เวิร์ดนั้นในรูปแบบภาษาธรรมชาติได้ เช่น เครื่องมือสำหรับทำ SEO คุณจะยังคงสามารถจัดอันดับสำหรับคีย์เวิร์ด เครื่องมือทำ SEO ได้อยู่เช่นเคย

ใช้ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structured Data)

Structured Data (Schema Markup) จะเป็น Source Code ที่ถูกเพิ่ม ไว้ที่ด้านบนของเนื้อหา

Example of Structured Data

ข้อมูลที่มีโครงสร้าง ไม่ใช่ตัวช่วยที่วิเศษอะไรสำหรับ SEO อันที่จริง ไม่มีข้อมูลยืนยันที่แน่ชัดว่าการใช้ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง นี้ส่งผลต่อการจัดอันดับ แต่จะช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของคุณได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึงคุ้มค่าที่จะใช้ในหลาย ๆ กรณี และ ข้อมูลที่มีโครงสร้าง สามารถเชื่อมโยงคุณเข้ากับ Rich Snippets ซึ่งสามารถเพิ่ม CTR ให้กับหน้าเว็บของคุณได้

บทสรุป

การวางโครงสร้างเนื้อหาแบบ Sematic SEO จะทำให้ Google มองว่า หน้าเว็บหรือเว็บไซต์ของคุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้น ส่งผลดีต่อการรวมรวมข้อมูลของ Google และเพิ่มโอกาสในการถูกนำไปจัดอันดับบน SERPs

ซึ่งเหมาะกับภาพรวมของการค้นหาที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และหน้าเว็บของคุณให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในส่วนของ ปริมาณการเข้าชมแบบออร์แกนิก การมีส่วนร่วมกับผู้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และการบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจบนโลกออนไลน์

การใช้ประโยชน์จาก ซีแมนทิค เอสอีโอ ดังที่กล่าวมานี้ คุณอจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจและเทคนิค เอสอีโอ ขั้นสูง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ด้วยการเริ่มต้นจากทีละส่วน เรียงตามลำดับคำแนะนำ เซิร์พเพิร์ท หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย ทั้งในเชิงแนวคิดและการปฎิบัติ เพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพเว็บไซต์ ให้มีอันดับที่ดียิ่งขึ้น

เขียนโดย: Mr. Serpert
มิสเตอร์ เซิร์พเพิร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO มากประสบการณ์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ แบ่งปันแนวคิด เทคนิค และวิธีทำเอสอีโอสายคุณภาพ ให้กับผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับการตลาดบนเครื่องมือค้นหา ด้วยทักษะและประสบการณ์ทำงานมากกว่า 8 ปี ในโลกของการตลาดออนไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ
แชร์เนื้อหานี้ ไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ
บทความอื่น ๆ
Site Icon
ปรึกษากลยุทธ์ SEO ฟรี

ยินดีให้คำปรึกษากลยุทธ์ด้าน SEO Marketing สำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในโลกออนไลน์ และเอาชนะคู่แข่งบน Search Engines