วิธีการทำ SEO ขั้นพื้นฐาน (Basics How to Do SEO for Beginners)

เรียนรู้ การทำ SEO ขั้นพื้นฐาน ทีละขั้นตอน เพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับหน้าแรก Google โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณา เข้าใจง่าย ใช้งานได้จริง เหมาะสำหรับมือใหม่ เริ่มต้นจากการหา Keyword ไปจนถึงไปจนถึงการสร้าง Backlink คุณภาพ

ก่อนที่จะเริ่มขั้นตอน วิธีทำ SEO มีสิ่งที่ เซิร์พเพิร์ท อยากให้มือใหม่ทำความเข้าใจก่อน เมื่อคุณสร้างเว็บไซต์ สิ่งที่ควรคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ “การให้ความสำคัญกับผู้ใช้เป็นหลัก” Google เป็นเครื่องมือค้นหาตัวหนึ่ง ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ค้นพบเนื้อหาของคุณบนโลกอินเทอร์เน็ต

SEO เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา เพื่อช่วยให้เครื่องมือค้นหาสามารถเข้าใจเนื้อหาของเว็บไซต์ รวบรวม จัดทำดัชนี ข้อมูลบนหน้าผลการค้นหา ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ค้นพบเนื้อหาของคุณได้ง่ายขึ้นเช่นกัน น่าเสียดายที่สิ่งนี้ไม่มีสูตรสำเร็จหรือทางลัด แต่การปฏิบัติตามคำแนะในบทความนี้ จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณ พัฒนาไปในแนวทางที่ถูกต้องได้อย่างแน่นอน

ขั้นตอนการทำ SEO

การทำ SEO ประกอบด้วย 8 ขั้นตอนหลัก:

  1. Keyword Research (การวิจัยคีย์เวิร์ด): วิจัยคีย์เวิร์ด หรือคำค้นหา เพื่อหาสิ่งที่ผู้คนค้นหา
  2. Content Creation (การสร้างเนื้อหา): สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสำหรับผู้ค้นหา
  3. User Experience (ประสบการณ์ผู้ใช้): ปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานโดยรวมของผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์
  4. On-Page SEO (เอสอีโอภายในเว็บไซต์): ปรับปรุงเนื้อหาของคุณให้มีความชัดเจนมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  5. Link Building (การสร้างลิงก์): สร้างความไว้วางใจและอำนาจให้กับเว็บไซต์ของคุณ
  6. Technical SEO (เอสอีโอทางเทคนิค): ปรับปรุงการรวบรวมข้อมูล และการจัดทำดัชนี ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  7. Mobile SEO (เอสอีโอบนอุปกรณ์เคลื่อนที่): ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เหมาะกับผู้ใช้บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต
  8. Measuring SEO Success (การวัดความสำเร็จ): เข้าใจวิธีการติดตามผลลัพธ์ และตัวชี้วัดที่สำคัญ

Keyword Research (การวิจัยคีย์เวิร์ด)

Keyword Research (การวิจัยคีย์เวิร์ด) คือ กระบวนการค้นหา สิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาใน Google และกำหนดสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณต้องการจัดอันดับ ในรูปแบบของ คีย์เวิร์ด (คำหรือวลี) ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหา เครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดมีให้เลือกใช้มากมายหลายตัว ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน เช่น

  • Google Keyword Planner (ฟรี)
  • Ubersuggest (ฟรี/เสียเงิน)
  • Ahrefs (ฟรี/เสียเงิน)

ตัวอย่าง: การใช้งาน Ahrefs Keywords Explorer เพื่อการวิจัยคีย์เวิร์ด โดยการ ป้อนคำค้นหลักที่คุณต้องการ เพื่อใช้เป็นฐานการค้นหา เลือกประเทศ แล้วคลิก “Search”

Ahrefs Keywords Explorer

เครื่องมือจะแสดงข้อมูลภาพรวม (Overview) ของคีย์เวิร์ดแบบกว้าง (Broad Match) ตามค่าเริ่มต้น

Ahrefs Keywords Explorer Overview

จากนั้นเข้าไปที่ Matching Terms เครื่องมือจะแสดงแนวคิดคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมทั้งหมดจากคีย์เวิร์ดที่เราระบุ นอกจากนี้ยังมีตัวกรองมากมายให้เลือกใช้งาน เพื่อช่วยให้คุณสามารถมุ่งเน้นไปที่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมากที่สุด ตามความต้องการของคุณ

การเลือกคีย์เวิร์ด สำหรับเว็บไซต์หรือหน้าเว็บ ความเกี่ยวข้องของคีย์เวิร์ด คือสิ่งสำคัญที่สุด

ตัวอย่างเช่น การเลือกคีย์เวิร์ด “วัสดุก่อสร้าง scg” อาจไม่เกิดประโยชน์สำหรับเว็บไซต์หรือหน้าเว็บของคุณ หากคุณไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

หลังจากคุณเลือกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องได้แล้ว ให้มุ่งเน้นไปที่ตัวชี้วัดคีย์เวิร์ดสองส่วนนี้

Search Volume: ปริมาณการค้นหา หรือจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน

แน่นอนว่ายิ่งปริมาณการค้นหาสูงเท่าใด คุณก็จะได้รับการเข้าชมมากขึ้นเท่านั้น แต่คีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นสูงกว่า มักมีแนวโน้มที่จะมีความยากในการแข่งขันสูงเช่นกัน

Keyword Difficulty: คะแนนความยากในการแข่งขันของคีย์เวิร์ด ซึ่งจะวัดว่าการจัดอันดับใน 10 อันดับแรก นั้นยากเพียงใด

คุณควรตรวจสอบผลการค้นหา 10 อันดับแรก ด้วยตนเองเสมอ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปได้ในการจัดอันดับ คุณอาจมองเห็นโอกาสในการจัดอันดับแทนที่คู่แข่งเหล่านั้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ยากมากนักตามที่ตัวชี้วัดแสดงให้คุณเห็น

คำแนะนำที่ดีที่สุด

  • ควรเลือกใช้ คีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาสูง และมีความยากในระดับที่เหมาะสมกัน
  • ควรหลีกเลี่ยง คีย์เวิร์ดที่มีปริมาณการค้นหาต่ำ และมีความยากในระดับสูง

ในส่วนถัดไป จะเป็นการอธิบายวิธีสร้างเนื้อหา โดยการใช้ คีย์เวิร์ดเป้าหมาย (Target Keywords) ที่คุณเลือกมา เป็นศูนย์กลางในการสร้างเนื้อหา

Content Creation (การสร้างเนื้อหา)

เนื้อหาถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในการทำ SEO มาดูวิธีสร้างเนื้อหาที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และ SEO ในหัวข้อนี้กันเลย

ทำความเข้าใจ สิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการ

ขั้นตอนแรกในการสร้างเนื้อหา คือ การค้นหา จุดประสงค์ในการค้นหา (Search Intent) สำหรับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ

จุดประสงค์ในการค้นหา (Search Intent) คืออะไร?

จุดประสงค์ในการค้นหา เป็นสาเหตุสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเลือกใช้คำค้นหา ในรูปแบบที่แตกต่างกันของผู้ใช้ เมื่อพวกเขาค้นหาข้อมูลบางอย่างบน Search Engine

ตัวอย่าง คีย์เวิร์ด “อาหารแมว พรีเมี่ยม”

คุณอาจตีความหมายของจุดประสงค์ในการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนี้ได้หลายรูปแบบ เช่น

  • Transactional Intent: ผู้ใช้อาจต้องการซื้ออะไรบางอย่าง หรือไม่?
  • Commercial Intent: ผู้ใช้อาจต้องการค้นหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่จะซื้อ หรือไม่?
  • Informational Intent: ผู้ใช้อาจต้องการเรียนรู้ว่าอาหารแมว 1 เดือน มีอะไรบ้าง หรือไม่?

ทำไมสิ่งนี้ถึงสำคัญ?

เป้าหมายของ Google คือการนำเสนอผลลัพธ์ของการค้นหา ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด Google มีอัลกอริทึมสามารถระบุได้ว่าเว็บไซต์หรือหน้าเว็บของคุณนำเสนอข้อมูลได้ตรงตามความต้องการในการค้นหาของผู้ใช้หรือไม่ หากคุณต้องการมีอันดับที่ดีและได้รับการเข้าชมที่ถูกต้องแม่นยำจากผู้ใช้ที่เป็นเป้าหมายของคุณ การทำความเข้าใจ Search Intent จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งนี้เกี่ยวเนื่องกันกับการวิจัยคีย์เวิร์ด คุณจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า เมื่อผู้ใช้คำค้นหานี้ พวกเขาตั้งใจที่จะค้นหาสิ่งใด เช่น หน้าบริการ หน้าสินค้า บล็อกโพสต์ หรืออย่างอื่น เพื่อที่คุณจะได้นำสิ่งเหล่านี้ไปช่วยในการพิจารณา ว่าควรสร้างเนื้อหาออกมาในรูปแบบใด ให้ตอบจุดประสงค์ของการค้นหามากที่สุด

ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณเช็คผลการค้นหาในหน้าแรกสำหรับคีย์เวิร์ด “อาหารแมว พรีเมี่ยม” คุณจะสังเกตเห็นว่าหน้าที่ติดอันดับสูงสุดหลายหน้าเป็น บล็อกโพสต์สำหรับให้ข้อมูล และมีหน้าสินค้าบ้างบางส่วน

สิ่งนี้เรียกว่า “Mixed Intent (เจตนาแบบผสม)” ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ว่าผู้ที่ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนี้จะต้องการสิ่งเดียวกันแบบ 100% เสมอไป

แต่เมื่อพิจารณาว่าผลลัพธ์ส่วนใหญ่เป็น บล็อกโพสต์สำหรับให้ข้อมูล นั่นอาจเป็นประเภทของเนื้อหาที่คุณต้องการสร้าง และพิจารณาว่าเหมาะกับเป้าหมายของคุณ

นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจสอบเนื้อหาภายในของแต่ละเว็บไซต์ ที่แสดงผลในหน้าแรก เพื่อตรวจสอบการจัดวางโครงสร้างเนื้อหา หัวข้อหลัก หัวข้อย่อย ความยาวของเนื้อหา และอื่น ๆ ที่อาจเป็นประโยชน์สำหรับคุณ เพื่อใช้ในการวางแผนการสร้างเนื้อหาให้เหมาะสม

ตรวจสอบความเชี่ยวชาญของคุณ

อันดับต่อไป คือการตรวจสอบว่า คุณมีทักษะและความเชี่ยวชาญที่จะเขียนเนื้อหาในหัวข้อที่กำหนดเป้าหมายไว้หรือไม่ Google ใช้สัญญาณที่ช่วยระบุเนื้อหาบางประเภท ที่จำเป็นต้องเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น ซึ่งได้แก่ หัวข้อที่อาจส่งผลต่อความสุข สุขภาพ หรือความมั่งคั่งของผู้อ่าน Google เรียกหัวข้อประเภทนี้ว่า Your Money or Your Life (YMYL) มีผลกับการพิจารณาในการจัดอันดับ เนื้อหาที่ถูกเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการ มักมีความน่าเชื่อถือและถูกจัดอันดับในตำแหน่งที่ดีกว่า

  • หัวข้อที่ไม่ใช่ YMYL: ความเชี่ยวชาญในชีวิตประจำวัน ก็เพียงพอแล้ว เช่น ผู้เขียนมีประสบการณ์ชีวิตเพียงพอเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ จากการประสบพบเจอ การศึกษาหาข้อมูล การทดลอง เป็นต้น
  • หัวข้อที่เป็น YMYL: ความเชี่ยวชาญอย่างเป็นทางการเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความเชี่ยวชาญในชีวิตประจำวัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับบางหัวข้อ ตัวอย่างเช่น คนที่เป็นมะเร็งสามารถตอบได้ว่า “การเป็นมะเร็งเป็นอย่างไร” ได้ดีกว่าแพทย์ แต่หากเป็น “มะเร็งรักษาอย่างไร” แพทย์ผู้มีประสบการณ์อาจตอบได้ดีกว่าเช่นกัน
Example of YMYL

เขียนเนื้อหา ให้ครอบคลุมหัวข้ออย่างครบถ้วน

ถึงเวลาการสร้างเนื้อหาให้ดีที่สุด สิ่งที่แนะนำได้คือคุณควรวางโครงสร้างเนื้อหาและเขียนเนื้อหาให้ครอบคลุมหัวข้อทั้งหมดในเรื่องนั้น ๆ อย่างครบถ้วนหาเป็นไปได้ โดยใช้หลักการ Semantic SEO เรียงลำดับจากหัวข้อหลัก และตามด้วยหัวข้อย่อย ต่อไปนี้เป็นสองวิธีในการค้นหาหัวข้อย่อยและประเด็นสำคัญที่คุณควรรวมไว้ในเนื้อหา

  • มองหาหัวข้อย่อยจากเว็บอยู่แข่งในหน้าแรกของการค้นหา ว่าพวกเขาใช้หัวย่อยใดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันบ้าง
  • มองหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งผู้ค้นนิยมใช้ในการค้นหา คุณสามารถนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปสร้างเป็นหัวข้อย่อยได้

เพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาส่วนครึ่งหน้าบน

เนื้อหาส่วนครึ่งหน้าบน (Above the Fold) คือ เนื้อหาที่แสดงให้เห็นเป็นอันดับแรก เมื่อผู้ใช้คลิกเข้ามายังหน้าเว็บ โดยที่ไม่ต้องเลื่อนหน้าเว็บลงไป นี่เป็นส่วนสำคัญเพราะเป็นความประทับใจแรกพบ ของหน้าเว็บคุณ ช่วยดึงดูดใจผู้ใช้ให้อ่านเนื้อหาของคุณต่อ มักประกอบไปด้วย รูปภาพ หัวข้อหลัก ย่อหน้าในการเกริ่นนำเนื้อหาภายในหน้า สารบัญเนื้อหา และหัวข้อย่อยลำดับที่หนึ่ง ขึ้นอยู่กับการจัดวางโครงสร้าง สิ่งนี้ส่งผลต่อปัจจัยการจัดอันดับบางส่วน ซึ่งได้แก่

  • Bounce Rate (อัตราตีกลับ): เปอร์เซ็นต์การเข้าชมหน้าเว็บไซต์ และออกจากหน้าเว็บไซต์ไป (ยิ่งต่ำยิ่งดี)
  • Average Time On Page (เวลาเฉลี่ยบนหน้า): เวลาเฉลี่ย ที่ผู้เข้าชมใช้บนหน้าเว็บ (ยิ่งสูงยิ่งดี)

หากผู้ใช้เห็นเนื้อหาที่ชี้ชัดได้ว่าพวกเขามาถูกที่แล้ว สำหรับสิ่งที่พวกเขาค้นหา พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะเลื่อนลงไปอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือต่อ หากไม่ก็จะกดออกจากหน้าเว็บไปในทันที นั่นแสดงให้เห็นว่าเนื้อหาของคุณไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และ Google ก็จะทำการลดอันดับหน้าเว็บของคุณ

Above the Fold Content SEO

User Experience (ประสบการณ์ผู้ใช้)

User Experience (UX) หมายถึง ประสบการณ์โดยรวมของผู้ใช้ที่เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งมีผลกระทบต่อ SEO ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ผลกระทบต่อ SEO ทางตรง: UX ที่ไม่ดีอาจหมายความว่า ผู้ใช้จะใช้เวลาบนเว็บไซต์ของคุณน้อยลง และออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้กระทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องการให้เสร็จสิ้น สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเว็บไซต์ของคุณอาจไม่คู่ควรกับหน้าแรกของผลการค้นหา ซึ่งตรงกันข้ามกับ เว็บไซต์ที่มี UX ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งทำให้ผู้ใช้มีความสุขในการใช้งานเว็บไซต์

ผลกระทบต่อ SEO ทางอ้อม: UX ที่ยอดเยี่ยม สำหรับผู้ใช้ทั่วไป จะเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ อีกทั้งน่าใช้งาน ส่งผลให้เกิดการแชร์และแบ่งปันหน้าเว็บของคุณไปยังเพื่อน ๆ ของพวกเขา ทำให้เกิดการเข้าชมที่มากขึ้น, สำหรับเว็บไซต์อื่น ๆ จะเห็นว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลที่มีประโยชน์ พวกเขาจะทำลิงก์ย้อนกลับแบบธรรมชาติ (Organic Backlink) เข้ามาหาเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น

Benefits of UX for SEO

ใช้ CTA ที่น่าดึงดูดใจ

Call-to-Action (CTA) ปุ่มกระตุ้นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม สามารถช่วยดึงดูดผู้ใช้ให้ดำเนินการบางอย่างบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้ โดยไม่รบกวนการใช้งาน เช่น

  • สารบัญเนื้อหา: เพื่อคลิกไปยังหัวข้อที่ต้องการอ่าน
  • ลิงก์ตัวหนังสือ: เพื่อส่งผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บที่เกี่ยวข้อง
  • ปุ่มสมัคร: เพื่อการสมัครสมาชิกเว็บไซต์
  • ปุ่มดาวน์โหลด: เพื่อการดาวน์โหลดไฟล์/เอกสาร
  • ปุ่มบุ๊คกิ้ง: เพื่อทำการจอง
  • ฟอร์มอีเมล: เพื่อการติดตามและรับข่าวสาร
  • อื่น ๆ
Example of Call-to-Action (CTA)

หลีกเลี่ยงกำแพงข้อความ ย่อหน้าที่ยาวเกินไป (Walls Of Text)

เมื่อคุณเขียนเนื้อหา หรือ เพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหา สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ “พื้นที่ว่าง” บนหน้าเว็บ การเลือกใช้รูปแบบหัวข้อที่เหมาะสม การแบ่งย่อหน้าบ่อยๆ สามารถช่วยให้เนื้อหาของคุณอ่านได้ง่ายขึ้น ไม่ติดกันเป็นแผง และควรเลือกใช้สื่ออื่น ๆ ประกอบร่วมด้วยเพื่อกระตุ้นความน่าสนใจในการอ่าน

ตัวอย่าง: การใช้หัวข้อที่เด่นชัด ย่อหน้าสั้น และรูปภาพ ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าใจเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการตัดสินใจ ในการอ่านเนื้อหาส่วนที่เหลือต่อไป

Walls Of Text vs Correct Formatting

ใช้คอนเทนต์แบบ Listicles, Bullets, และ Numbered Lists

นอกเหนือจากการใช้พื้นที่ว่างเพื่อเป็นการบรรเทาสายตาของผู้อ่านแล้ว คุณยังสามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็น รายการหัวข้อ, Bullet Points และรายการแบบลำดับเลข ได้อีกด้วย

ตัวอย่าง:

Listicles Bullets and Numbered Lists in Content

นอกจากนี้ การใช้ลิสต์รายการ ที่มีลำดับเลขและ Bullet Points มีแนวโน้มที่จะมีโอกาส ในการได้รับการจัดอันดับในรูปแบบ ตัวอย่างข้อมูลแนะนำ (Featured Snippet) ดังตัวอย่างด้านล่างนี้

List Snippets

On-Page SEO (เอสอีโอภายในเว็บไซต์)

ในส่วนนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพหน้าเว็บของคุณโดยการใช้คำค้นหา (Keyword) หรือที่เรียกว่า On-Page SEO ต่อไปนี้เป็นเทคนิคสำคัญบางประการสำหรับออนเพจที่ผู้เริ่มต้น SEO ทุกคนควรรู้

Title Tags

Title Tags (แท็กชื่อ) จะปรากฏเป็นชื่อของหน้าเว็บอยู่บน SERPs (หน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา) และเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับ

Example of Title Tag on Search Result Page

ในระดับพื้นฐานที่สุด คุณจะต้องแน่ใจว่าแท็กชื่อเรื่องของหน้าเว็บไซต์มีคีย์เวิร์ดเป้าหมายสำหรับหน้านั้น และรูปแบบการเขียน ต้องเป็นธรรมชาติ

การเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนนี้มีมากกว่าแค่การเพิ่มคีย์เวิร์ด คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเขียน Title Tags มีสิ่งที่คุณควรคำนึงถึงดังต่อไปนี้:

  • เขียนให้มีความยาวประมาณ 50-60 ตัวอักษร (ไม่เกิน 580 Pixels)
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Title Tags ของแต่ละหน้าไม่ซ้ำกันและสื่อความหมายได้
  • ตรวจสอบ SERPs เพื่อดูว่าคุณจะทำให้ Title Tags ของคุณนั้นโดดเด่นได้อย่างไร (เปรียบเทียบกับคู่แข่ง)

Meta Descriptions

Meta Descriptions (คำอธิบายเมตา) คือ ข้อความสรุปเนื้อหาของหน้าเว็บ ที่จะแสดงใต้ Title Tags บนหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา

Example of Meta Description on Search Result Page

นี่เป็นส่วนที่ดีเยี่ยมในการกระตุ้นให้ผู้ใช้คลิกเข้าเว็บไซต์ของคุณมากกว่าคู่แข่ง

คำอธิบาย Meta ไม่ใช่ปัจจัยในการจัดอันดับโดยตรง แต่คำอธิบายที่น่าสนใจสามารถส่งผลเชิงบวกต่อ CTR (อัตราการคลิกผ่าน) ได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เคล็ดลับสั้น ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพ Meta Descriptions อย่างเหมาะสมมีดังนี้

  • เขียนให้มีความยาวประมาณ 150-160 ตัวอักษร (ไม่เกิน 920 Pixels)
  • ใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายเข้าไปด้วย
  • ใช้คำกระตุ้นการตัดสินใจเพื่อคลิก
  • หลีกเลี่ยง Meta Descriptions ที่ซ้ำกันกับหน้าเว็บอื่น
  • เขียนให้มีความหมาย และสื่อความหมายได้ตรงกับเนื้อหาในหน้าเว็บ

ตัวอย่าง: การทดสอบความยาวของ Title Tags และ Meta Descriptions

Example of Title Tag and Meta Description on Desktop and Mobile Results

Heading Tags

Heading Tags (แท็กส่วนหัว) คือ แท็ก HTML ที่ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างของหน้าเว็บของคุณ แต่ละหน้าควรมีแท็ก H1 เพียงหนึ่งแท็กเท่านั้น ในส่วนของชื่อเรื่อง (หัวข้อหลัก) และใช้แท็ก H2-H6 สำหรับหัวข้อย่อย ขึ้นอยู่กับระดับในโครงสร้างเนื้อหาของคุณ โดยที่ความสำคัญของหัวข้อจะเรียงลำดับจาก H1-H6 ลงไป

ในการใช้งานจริงแนะนำให้ใช้ถึง H3 เท่านั้น แต่หากโครงสร้างเนื้อหาของคุณจำเป็นต้องมีหัวข้อแยกย่อยลงไปอีก คุณก็ยังสามารถเลือกใช้งาน H4-H6 เพิ่มเติม ได้เช่นกัน

Heading HTML Tags Structure

นอกเหนือจากการใช้แท็ก H2-H6 ในส่วนของหัวข้อย่อยเพื่อจัดระเบียบเนื้อหาของคุณแล้ว ให้ใส่คำค้นหาหลัก (Primary Keywords) และคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (Secondary/Related Keywords ) ไว้ภายในแต่ละหัวข้อย่อยด้วย

Page URLs

URL ของแต่ละหน้าเว็บควรมีความกระชับและสามารถอธิบายเนื้อหาภายในหน้าได้ดี Friendly URL คือสิ่งสำคัญสำหรับหน้าเว็บของคุณ ซึ่งมีผลทั้งกับ Search Engine และผู้ใช้งาน

กฎทั่วไปของ Friendly URL:

  • สื่อความหมายและอธิบายเนื้อหาของหน้าได้ดี
  • ใส่คำค้นหาหลัก (Keywords) เข้าไปด้วย
  • ใช้ยัติภังค์ (-) เพื่อแยกคำ
  • ใช้ / ปิดท้าย (สำหรับ WordPress)
  • ใช้ตัวพิมพ์เล็กแทนที่จะใช้ตัวพิมพ์ใหญ่
  • สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่ยังคงอธิบายเนื้อหาของหน้าได้
  • ไม่ใช้คำหยุด (Stop Words) ในภาษาอังกฤษ
  • ไม่ใช้ตัวเลข

URL Structure ที่เหมาะสม

  • https://exmaple.com/red-umbrellas/

  • https://exmaple.com/cars/yamaha/

  • https://exmaple.com/basic-marketing-guide/

  • https://exmaple.com/blog/top-ten-seo-tools/

URL Structure ที่ไม่เหมาะสม

  • https://exmaple.com/yellowshirt/

  • https://example.com/summer_clothing/

  • https://exmaple.com/top-tools-2024/

  • https://exmaple.com/154893415/

  • https://exmaple.com/?p=123

  • https://exmaple.com/2024/04/21/sample-post/

  • https://example.com/🦄✨

  • https://example.com/نعناع/

  • https://example.com/杂货/薄荷/

  • https://example.com/gemüse/

  • https://example.com/การตลาดออนไลน์/

  • https://www.example.com/home-search-results.jsp?Ne=292&N=461

  • https://example.com/index.php?id_sezione=360&sid=3a5ebc944f41daa6f849f730f1

ข้อควรจำ สำหรับเว็บไซต์ภาษาไทย

อย่าใช้ URL ภาษาไทยเด็ดขาด เมื่อคุณทำการก๊อปปี้ URL ไปวางบน โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อื่น ๆ หรือ ไฟล์เอกสาร URL ภาษาไทย จะถูกแปลงเป็นโค๊ด (ภาษาต่างดาว) ที่อ่านไม่ออกและไม่สวยงาม นั่นส่งผลต่อความน่าเชื่อถือสำหรับผู้ใช้งานที่จะคลิกเข้ามา

ตัวอย่าง:

  • https://exmaple.com/รถโตโยต้า-7-ที่นั่ง/

URL ภาษาไทย ที่ถูกแปลงเป็นโค๊ด เมื่อใช้งานจริง

https://exmaple.com/%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b9%82%e0%b8%95%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2+7+%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87/

ให้ทำการแปลง URL ของคุณเป็นภาษาอังกฤษที่สื่อความหมายเดียวกัน และใกล้เคียงกันมากที่สุด

  • https://exmaple.com/toyota-seven-seats-car/

Images

การเพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพช่วยให้คุณมอบประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณมีอันดับสูงขึ้นในการค้นหา (โดยเฉพาะใน Google Images)

คำแนะนำในการเพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพของเรามีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยคุณในการเริ่มต้น:

  • ใช้ชื่อไฟล์รูปภาพ (Image File Name) ที่สื่อความหมายของภาพ
  • ใช้ชื่อรูปภาพ (Image Title) ที่สื่อความหมายของภาพ
  • เขียนข้อความแสดงแทนที่สื่อ (Alt Text) เพื่อช่วยให้ Search Engine เข้าใจรูปภาพของคุณมากยิ่งขึ้น
  • ใส่คำค้นหาหลัก (Keywords) เข้าไปในส่วนของ File Name, Image Title และ Alt Text ด้วย
  • ลดขนาดไฟล์และบีบอัดรูปภาพ เพื่อลดเวลาในการโหลดภาพบนหน้าเว็บ หรือใช้ไฟล์ .WebP ที่มีขนาดเล็ก แทนที่ไฟล์ชนิดอื่นอย่าง .jpg และ .png
  • ใช้ขนาดรูปภาพ (Pixels x Pixels) ให้เหมาะสมกับเลย์เอาท์บนหน้าเว็บแต่ละส่วน เพื่อลดการโหลดไฟล์ภาพเกินขนาดใหญ่เกินความจำเป็น ในการแสดงผลจริงบนหน้าเว็บ
  • พยายามใช้ภาพที่มีเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร (Unique Images) หากคุณจำเป็นต้องใช้ภาพจากสต็อก (เว็บขายภาพ) ให้ทำการปรับแต่งภาพเพิ่มเติม ด้วยการตัดต่อ ใส่ข้อความบนภาพ หรือเปลี่ยนโทนสี นั่นจะทำให้ภาพของคุณกลายเป็น Unique Images
Example of Image Alt Text Attribute

Internal Linking

เพิ่มลิงก์จากหน้าเว็บอื่นที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันบนเว็บไซต์ของคุณ มายังหน้าปัจจุบัน และเพิ่มลิงก์จากหน้าปัจจุบันกลับไปยังหน้าเว็บอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยการใช้ Anchor Text ที่สื่อความหมายได้ เพื่อทำให้เกิดเชื่อมโยงภายในของหน้าเว็บเหล่านั้น การเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บต่าง ๆ บนเว็บไซต์สามารถช่วยในเรื่องดังต่อไปนี้ได้

  • ช่วยให้ Search Engine เข้าใจโครงสร้างของเว็บไซต์ของคุณมากขึ้น
  • ส่งผ่านอำนาจ (PageRank) ระหว่างหน้าเว็บภายในด้วยกันเอง
  • กระตุ้นการนำทางผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บอื่นที่เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการเข้าชมที่มากขึ้น
Internal Links Structure

Link Building (การสร้างลิงก์)

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของความสำเร็จในการทำ SEO มาจากการสร้างอำนาจและความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของคุณในสายตาของ Google คุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร? คำตอบคือ การสร้าง Backlink (ลิงก์ย้อนกลับ)

กล่าวโดยสรุป Backlink คือ การที่เว็บไซต์หนึ่ง ๆ ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งจะทำให้เกิดคะแนนการสนับสนุน เว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณจำเป็นต้องมีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกันด้วย Backlink นั้นสามารถช่วยให้คุณมีอันดับสูงขึ้นได้ใน Google เปรียบเสมือนการอวยยศ ยิ่งได้รับการสนับสนุนจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกันมากเท่าไร เว็บไซต์ของคุณก็จะมีอำนาจและความน่าเชื่อถือมากขึ้นตามไปด้วย

มาดูกลยุทธ์การสร้างลิงก์ย้อนกลับที่สามารถทำได้ง่ายมากที่สุดสำหรับผู้เริ่มต้นทำ SEO กันเลย

สร้างลิงก์จากพาร์ทเนอร์ ซัพพลายเออร์ และธุรกิจที่เชื่อมต่อกัน

หนึ่งในวิธีการที่รวดเร็วที่สุดสำหรับการสร้างลิงก์ย้อนกลับ คือ การเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจของคุณในชีวิตจริง โดยการขอลิงก์ย้อนกลับจากพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น:

  • เว็บไซต์พาร์ทเนอร์
  • เว็บไซต์ซัพพลายเออร์
  • เว็บไซต์ของสมาคม ที่คุณเป็นสมาชิก
  • เว็บไซต์ธุรกิจท้องถิ่น ที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่คุณต้องทำ คือ ติดต่อไปยังพวกเขา และขอให้สร้างลิงก์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ของคุณ ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากพวกเขายินดีที่จะช่วยเหลือ เช่น ลิงก์จากหน้าพันธมิตร, บทความ อื่น ๆ

ส่งเว็บไซต์ของคุณไปยังเว็บไดเรกทอรี (Web Directory) คุณภาพ

เว็บไดเรกทอรี (Web Directory) หรือ สารบัญเว็บไซต์: หากคุณเป็นธุรกิจในท้องถิ่นหรือให้บริการเฉพาะกลุ่ม คุณอาจลองค้นหาเว็บไดเรกทอรีที่มีหมวดหมู่ธุรกิจของคุณอยู่ และทำการเพิ่มเว็บไซต์ของคุณไปยังเว็บไดเรกทอรีเหล่านั้น เช่น Yellow Pages, Thai Directory และอื่น ๆ

ถึงแม้คุณภาพของลิงก์จะไม่เทียบเท่ากับลิงก์ที่ได้รับจากเว็บไซต์ทั่วไปในหัวข้อก่อนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างเห็นได้ชัด แต่นี่เป็นอีกวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างลิงก์ย้อนกับขั้นเริ่มต้น และมันยังช่วยเสริมพลังให้กับเว็บไซต์ของคุณได้เช่นกัน

เพียงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไดเร็กทอรีคุณภาพสูงและมีมาตรฐานที่เข้มงวด ในการคัดกรองเว็บไซต์เพื่อการจัดทำไดเร็กทอรี โปรดหลีกเลี่ยงเว็บไดเร็กทอรีเหล่านี้:

  • ไม่มีหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ

  • มีหมวดหมู่ของเว็บไซต์ที่ไม่ถูกกฎหมายร่วมอยู่ด้วย

Technical SEO (เอสอีโอทางเทคนิค)

Technical SEO เป็นเรื่องของการทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึง Search Engine ได้ง่ายขึ้น เพื่อการส่งสัญญาณในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนี นอกจากนี้ยังรวมถึง การทำให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้ดีสำหรับฝั่งผู้ใช้ด้วย หากคุณยังไม่ได้เชื่อมต่อเว็บไซต์ของคุณกับ Google Search Console โปรดทำสิ่งนี้ก่อนเป็นอันดับแรก

วิธีการเพิ่มพร็อพเพอร์ตี้ของเว็บไซต์ลงใน Search Console https://support.google.com/webmasters/answer/34592?hl=th

จากนั้น เราจะมาเจาะลึกข้อมูลพื้นฐานของ Technical SEO เหล่านี้กัน

ตรวจสอบ ความสามารถในการจัดทำดัชนี (Indexing)

หาก Google ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและจัดทำดัชนี (Indexing) หน้าเว็บได้อย่างถูกต้อง หน้าเว็บนั้นก็จะไม่ปรากฏในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา (SERP: Search Engine Results Pages) ของ Google แต่โปรดจำไว้ว่าไม่ใช่ทุกหน้าที่ควรได้รับการจัดทำดัชนี หน้าบางหน้าไม่ควรให้ Google เข้าถึง เช่น หน้ายืนยันคำสั่งซื้อ หน้าขอบคุณของแบบฟอร์ม หรือหน้าแท็กของสินค้า เนื่องจากหน้าเหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อการจัดอันดับและอาจเป็นหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน

How Search Engine Works

สำหรับหน้าเว็บที่คุณต้องการจัดอันดับ คุณสามารถตรวจสอบให้แน่ใจได้ว่าหน้าเหล่านั้นได้รับการจัดทำดัชนีแล้วหรือไม่ วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้ Google Search Console ซึ่งเป็นเครื่องมือฟรีจาก Google

โดยการเข้าไปที่ Property ของเว็บไซต์ และทำการตรวจสอบรายงาน “Indexing (การจัดทำดัชนี)”

Page Indexing Report in Google Search Console

หาก URL บางหน้าเว็บ ไม่ได้รับการจัดทำดัชนี คุณสามารถดูสาเหตุได้ง่าย ๆ ว่าทำไม URL เหล่านั้นถูกละเว้นจากการจัดทำดัชนี จากนั้นลองแก้ไขปัญหาความสามารถในการรวบรวมข้อมูล (Crawlability Issue) ตามคำแนะนำ และส่งให้ Google Search Console ตรวจสอบอีกครั้ง ว่าคุณได้ทำการแก้ไขปัญหานั้นแล้ว

Why pages aren’t indexed in Google Search Console

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาความสามารถในการรวบรวมข้อมูล คือ การสร้าง XML Sitemap (แผนผังเว็บไซต์) ซึ่งเป็นไฟล์ที่ช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณได้ง่ายขึ้น

Example of XML Sitemaps by Yoast SEO

วิธีสร้างแผนผังเว็บไซต์ นั้นขึ้นอยู่กับว่าเว็บไซต์ของคุณใช้งาน CMS ใด เช่น WordPress, Shopify, Wix อื่น ๆ เมื่อคุณสร้างแผนผังเว็บไซต์เสร็จแล้ว ให้ทำการส่งมันเข้าไปใน Google Search Console ในส่วนของ “Sitemaps” (แผนเว็บผังไซต์) ตามภาพด้านล่างนี้

Add a new sitemap in Google Search Console

หากต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งอื่น ๆ เพิ่มเติมในส่วนของการใช้งาน Google Search Console คุณสามารถเรียนรู้ได้จากคู่มือการใช้งาน Google Search Console นี้ https://developers.google.com/search/docs/monitor-debug/search-console-start?hl=th

ตรวจสอบไฟล์ Robot.txt

อาจมีการตั้งค่าไฟล์ robots.txt ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับ CMS ของเว็บไซต์ที่ใช้งาน โดยทั่วไปจะอยู่ในส่วนของ Root Directory บนโฮสติ้งของคุณ โดยการเข้าผ่าน URL นี้ https://www.yourdomain.com/robots.txt

Example of Robot.txt

หากไม่มี คุณจะต้องสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง หรือใช้ปลั๊กอิน SEO ในการสร้าง (สำหรับ WordPress) เช่น Yoast หรือ Rank Math ปลั๊กอินเหล่านี้จะมีฟังก์ชันสำหรับการสร้างไฟล์ robot.txt แบบอัตโนมัติ

Robots.txt มีไว้ทำอะไร?

Robots.txt มีไว้เพื่อเขียนคำแนะนำให้กับ Googlebot และ Website Crawlers (โปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์) อื่นๆ เกี่ยวกับวิธีการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ ตัวอย่างเช่น ให้ทำการรวบรวมข้อมูลหน้าเว็บทุกหน้าที่อยู่ใน sitemap.xml หรือบล็อกบางหน้าเว็บไม่ให้เข้าถึงได้

คุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่า Google สามารถเข้าถึง หน้าเว็บคุณภาพสูงที่คุณต้องการจัดทำดัชนี (Indexing) ได้ และบล็อกการเข้าถึงสำหรับหน้าเว็บที่มีคุณภาพต่ำ หรือหน้าส่วนตัว เช่น หน้า Login และอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องจัดทำดัชนี

เพิ่มประสิทธิภาพ Core Web Vitals

Core Web Vitals คือ เมตริกที่ใช้วัด “ความเร็วหน้าเว็บ” ที่อาจส่งผลต่อการจัดอันดับของ Google นอกจากจะทำให้ SEO ดีขึ้นแล้ว เว็บไซต์ที่เร็วขึ้นยังดีต่อผู้ใช้อีกด้วย เมื่อคุณปรับปรุงเวลาในการโหลด คุณอาจจะเห็นตัวชี้วัดเหล่านี้เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดียิ่งขึ้นกว่าที่เคย

  • Bounce Rates: อัตราส่วนที่ผู้ใช้คลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว และกดปิดโดยไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ
  • Dwell Times: ระยะเวลาตั้งแต่ผู้ใช้คลิกเข้าสู่หน้าเว็บไซต์จากหน้าค้นผลการค้นหา และคลิกกลับไปยังหน้าค้นหา
  • Conversion Rates: อัตราส่วนของการเข้าชมเนื้อหาบนเว็บไซต์ ที่กลายเป็นการกระทำกิจกรรมใด ๆ

คุณสามารถตรวจสอบ Core Web Vitals ได้ใน Google Search Console

Core Web Vitals Dashboard

คลิกไปยังรายงาน (OPEN REPORT >) สำหรับ Mobile หรือ Desktop เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมโดยละเอียด และคำแนะนำในการปรับปรุงเมตริกเหล่านี้

Core Web Vitals Mobile Report

ตั้งค่า HTTPS

HTTPS เป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับ เพื่อรับรองความปลอดภัยในการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ ให้ทำการตรวจสอบว่าผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณโดยการใช้ https:// แทนที่จะเป็น http:// ได้หรือไม่ และมีการตั้งค่า Force HTTPS บนโฮสติ้งหรือไม่ เพื่อบังคับให้ทุกการเข้าใช้งานเว็บไซต์ของคุณมีการเรียกใช้ https:// เสมอ หากทุกอย่างมีครบแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขใดๆ เพิ่มเติม

แต่หากพบว่าเว็บไซต์ของคุณยังคงใช้ HTTP อยู่ ให้ทำการติดตั้ง SSL Certificate เพื่อการใช้งาน HTTPS โดยติดต่อไปยังผู้ให้บริการโฮสติ้งของคุณ และวางแผนการย้ายข้อมูลเว็บไปยังเวอร์ชันที่เป็น HTTPS อย่างเหมาะสม

ตัวอย่าง คำเตือนสำหรับเว็บไซต์ HTTP ที่ไม่ปลอดภัยต่อการใช้งาน

Example of Your connection is not private

ตรวจสอบ Domain Redirects

เมื่อคุณสร้างเว็บไซต์ คุณสามารถเลือกใช้ www และ Non-www นำหน้าโดเมนได้ ซึ่งจำเป็นต้องเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ให้คุณทำการตรวจสอบทุกเวอร์ชันของโดเมน ว่ามีการเปลี่ยนเส้นทาง (Redirects) ไปยังเวอร์ชันหลักทั้งหมดหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนของเว็บไซต์บนหน้าผลการค้นหา

ตัวอย่างเช่น หากคุณเลือกใช้ https://www.example.com โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าโดเมนเวอร์ชันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น http://example.com, http//www.example.com หรือ https://example.com ได้มีการเปลี่ยนเส้นทางมายังเวอร์ชัน https://www.example.com ทั้งหมด โดยการตั้งค่า Forward Domain, Wildcard หรือ 301 Redirects บนโฮสติ้งของคุณ

Redirect without www and http to www and https

Mobile SEO

ในยุคปัจจุบัน Google ให้ความสำคัญกับ การจัดทำดัชนีสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ เป็นอันดับแรก หรือที่เรียกว่า Mobile First ซึ่งหมายความว่า เว็บไซต์ของคุณในเวอร์ชันอุปกรณ์เคลื่อนที่ จะเป็นเวอร์ชันหลัก ในสายตาของ Google

ดังนั้น การจัดลำดับความสำคัญของ SEO บนมือถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ คุณต้องมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

นี่คือหลักเกณฑ์พื้นฐานบางส่วนในการทำให้เว็บไซต์ของคุณเหมาะให้กับอุปกรณ์เคลื่อนที่:

  • Responsive Web Design: ใช้เค้าโครงเว็บไซต์ที่สามารถปรับให้เข้ากับหน้าจอของผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ
  • Responsive Navbar Design: ใช้แถบนำทางหรือแถบเมนู ที่เหมาะสม ไม่ให้ดูเกะกะหรือยาวเกินไป เพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะเมื่อใช้งานเว็บไซต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่
  • Mobile Page Speed: ปรับปรุงความเร็วหน้าเว็บสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ให้ดีที่สุด

Measuring SEO Success (การวัดความสำเร็จ)

ก่อนที่จะเริ่มทำ SEO ในทางปฏิบัติ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จ เพื่อติดตามผลลัพธ์ ว่ามันเป็นไปตามอย่างที่คาดหวังให้เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบและปรับปรุงผลลัพธ์ให้ดีขึ้นได้ในอนาคต มาดูตัวชี้วัด SEO ที่สำคัญที่สุดบางส่วนกันเลย

Organic Search Traffic

Organic Search Traffic (ปริมาณการค้นหาทั่วไป) หมายถึง จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณจาก Search Engine แบบที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย วิธีที่ดีที่สุดในการวัดการเข้าชมที่เกิดขึ้น คือ การใช้ Google Analytics 4 (GA4)

Google Analytics 4 (GA4): Session primary channel group
  • หากจำนวนการเข้าชมทั่วไปของคุณเพิ่มขึ้น นั่นเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีว่าเนื้อหาของคุณถูกใจผู้ใช้งาน คีย์เวิร์ดของคุณอยู่ในอันดับที่ดี ลิงก์ภายในและภายนอกที่คุณสร้างทำงานได้ดี

  • หากจำนวนการเข้าชมของคุณมีแนวโน้มลดลง เว็บไซต์ของคุณอาจประสบปัญหาด้าน On-site SEO, Technical SEO หรือการกำหนดเป้าหมายคีย์เวิร์ดยังไม่เหมาะสมหรือมีการแข่งขันสูงเกินไป

  • หากจำนวนการเข้าชมของคุณยังหยุดนิ่ง บางทีเว็บไซต์ของคุณอาจต้องการเวลามากขึ้น ในการที่จะเห็นผลลัพธ์ของ SEO หลังจากการปรับปรุงล่าสุด โดยปกติแล้วจะใช้เวลาอย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ สำหรับเว็บไซต์เก่า และ 3-6 เดือน สำหรับเว็บไซต์ใหม่

Keyword Rankings

Keyword Rankings (อันดับคีย์เวิร์ด) ในหน้าผลการค้นหา เป็นตัวบ่งบอกว่ากลยุทธ์ SEO ของคุณได้ผลดีหรือไม่ สิ่งที่ควรจำไว้คือ คุณต้องการที่จะอยู่ในอันดับที่ 1 (หรือใกล้เคียงที่สุด) ด้วยวิธีนี้ ผู้ใช้จะมองเห็นเว็บไซต์ของคุณและเกิดการคลิกเข้าชมมากยิ่งขึ้น

วิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด คุณสามารถติดตามอันดับคีย์เวิร์ดของคุณได้ใน Google Search Console

เข้าไปที่ “Performance (ประสิทธิภาพ)” และเลือกการแสดงผลลัพธ์ทั้งหมดที่ด้านบน

Website Performance by Google Search Console

จากนั้นเลื่อนลงไปที่ตาราง “Queries (คำค้นหา)” เพื่อดูคีย์เวิร์ดยอดนิยมสูงสุด สำหรับเว็บไซต์ของคุณ

Website Performance Queries by Google Search Console

Google Search Console จะมีความล่าช้าของการแสดงข้อมูลประมาณ 2 วัน คุณสามารถใช้ Keyword Tracking Tools จากผู้ให้บริการอื่น ๆ เพื่อการติดตามอันดับผลการค้นหาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Ahrefs, Advanced Web Ranking อื่น ๆ

Engagement Rate และ Bounce Rate

ใน Google Analytics 4 (GA4) นั้น ส่วนของ Engagement Rate (อัตราการมีส่วนร่วม) คือ เปอร์เซ็นต์ของเซสชัน (Sessions) หรือ การเข้าชมเว็บไซต์ โดยที่:

  • ใช้งานหน้าเว็บยาวนานกว่า 10 วินาที
  • มีกระทำกิจกรรมใด ๆ บนหน้าเว็บไซต์
  • มีการดูหน้าเว็บอย่างน้อย 2 ครั้ง

ในทางกลับกัน Bounce Rate (อัตราตีกลับ) คือ เปอร์เซ็นต์ของเซสชันที่เลิกมีส่วนร่วม

อัตราตีกลับที่สูงสามารถบ่งบอกได้ว่าเนื้อหาของคุณไม่สอดคล้องกับคำค้นหาของผู้ใช้ คุณอาจต้องทำการวิจัยคีย์เวิร์ดเพิ่มเติม หรือปรับปรุงเนื้อหาเพื่อให้รองรับผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น

Conversions

คุณสามารถตั้งค่า Conversion Events ใน GA4 เพื่อติดตามผู้ใช้ เมื่อพวกเขากระทำกิจกรรมใด ๆ บนหน้าเว็บไซต์ได้อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น กดสั่งซื้อ, กดโทร, หรือส่งแบบฟอร์ม

Google Analytics 4 (GA4): Conversion Events

ตรวจสอบสิ่งต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์:

  • Session Conversion Rate: เปอร์เซ็นต์ของเซสชัน (การเข้าชมเว็บไซต์) ที่ทำให้เกิด Conversion (การกระทำกิจกรรมใด ๆ)
  • User Conversion Rate: เปอร์เซ็นต์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำกัน ซึ่งมีการกระทำกิจกรรมใด ๆ อย่างน้อย 1 ครั้ง
Google Analytics 4 (GA4): Session conversion rate and User conversion rate

การแปลงการเข้าชมเป็นมูลค่าทางธุรกิจ หากคุณไม่สามารถแปลงการเข้าชมให้กลายเป็น Leads (กลุ่มผู้ใช้ที่มีแนวโน้มที่จะสนใจสินค้าหรือบริการ) หรือ Customers (ลูกค้า) ได้ มีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังนี้:

  • มีการกำหนดคีย์เวิร์ดเป้าหมาย ไปยังผู้ใช้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าอย่างเหมาะสม ในแต่ละหน้าหรือไม่? เช่น
    • Transactional Keywords และ Commercial Keywords สำหรับหน้าบริการและสินค้า
    • Informational Keywords สำหรับหน้าบทความ
  • มีการกำหนดเป้าหมายการแปลงการเข้าชมอย่างเหมาะสม ในแต่ละหน้าหรือไม่? เช่น
    • หน้าบริการและสินค้า กำหนดเป้าหมายเพื่อให้ทำธุรกรรม
    • หน้าบทความ กำหนดเป้าหมายเพื่อให้สมัครรับจดหมายข่าว
  • เว็บไซต์มีการออกแบบ UX & UI อย่างเหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้กระทำกิจกรรม ที่พวกเขาต้องการหรือไม่? เช่น
    • ปุ่มการโทร
    • ปุ่มการจอง
    • ฟอร์มการติดต่อ
    • ฟอร์มรับจดหมายข่าว เป็นต้น

สถิติของ SEO และ Google ที่น่าสนใจ

  • Google มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 80% เมื่อเทียบกับ Search Engine อื่น ๆ

  • ผลลัพธ์อันดับ 1 ในหน้าผลการค้นหาทั่วไปของ Google มี CTR 27-32% โดยประมาณ
  • URL ที่มีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องมีอัตราการคลิกผ่าน (CTR) สูงกว่า 45% เมื่อเทียบกับ URL ที่ไม่มีคีย์เวิร์ด

  • Google มีการเข้าชม 164.57 พันล้านครั้งต่อเดือน (จากสถิติ เดือนเมษายน 2024)
  • 75% ของผู้ใช้ Google จะอยู่แค่หน้าแรกของผลการค้นหาเท่านั้น

บทสรุป

เซิร์พเพิร์ทหวังว่าเนื้อหา “วิธีการทำ SEO ขั้นพื้นฐาน เริ่มต้นการติดอันดับบน Google ด้วยตัวเอง” นี้จะช่วยให้ผู้เริ่มต้นได้ค้นพบแนวทางการทำ SEO ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดสำหรับเว็บไซต์ของคุณเอง เอสอีโอ ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่เรื่องยากเช่นเดียวกัน เพียงแค่หมั่นฝึกฝน ทดลอง ปรับปรุงแก้ไข ในที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ดีจะปรากฎให้เห็น แล้วพบกันใหม่กับความรู้ที่น่าสนใจได้ในบทความต่อ ๆ ไป อย่าลืมที่จะแบ่งปันเนื้อหานี้ให้กับเพื่อนของคุณผ่านช่องทางต่าง ๆ หากคุณคิดเห็นว่ามันมีประโยชน์ ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน

เขียนโดย: Mr. Serpert
มิสเตอร์ เซิร์พเพิร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO มากประสบการณ์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ แบ่งปันแนวคิด เทคนิค และวิธีทำเอสอีโอสายคุณภาพ ให้กับผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับการตลาดบนเครื่องมือค้นหา ด้วยทักษะและประสบการณ์ทำงานมากกว่า 8 ปี ในโลกของการตลาดออนไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ
แชร์เนื้อหานี้ ไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ
บทความอื่น ๆ
Site Icon
ปรึกษากลยุทธ์ SEO ฟรี

ยินดีให้คำปรึกษากลยุทธ์ด้าน SEO Marketing สำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในโลกออนไลน์ และเอาชนะคู่แข่งบน Search Engines