Search Engine Optimization (SEO) vs. Search Engine Marketing (SEM)

ทำความเข้าใจ ข้อแตกต่างของ SEO และ SEM: ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ Search Engine Optimization (SEO) มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์เพื่อให้ได้รับการเข้าชมจากผลการค้นหาทั่วไป ในทางกลับกัน เป้าหมายของ Search Engine Marketing (SEM) คือการได้รับการเข้าชมและการมองเห็นจากทั้งการค้นหาทั่วไปและการค้นหาที่เสียค่าใช้จ่าย

ผลการค้นหาของ Google แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ผลการค้นหาที่เสียค่าใช้จ่าย (Paid Search Results) และผลการค้นหาทั่วไป (Organic Search Results)

ตำแหน่งการแสดงผลของเว็บไซต์ แบบ Organic ในหน้าผลลัพธ์ของ Google

เป้าหมายของ เอสอีโอ คือการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณใน “ผลการค้นหาทั่วไป”

ตำแหน่งการแสดงผลของเว็บไซต์ แบบ Paid (Google Ads) ในหน้าผลลัพธ์ของ Google

คุณยังสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ใน “พื้นที่ที่เสียค่าใช้จ่าย” บนผลการค้นหาได้ ด้วยการจ่ายต่อคลิก (PPC: Pay-Per-Click)

เอสอีโอ คือการมุ่งเน้นไปที่การจัดอันดับในผลการค้นหาทั่วไป แบบ 100%

SEM คือการที่คุณใช้ทั้ง SEO และ PPC เพื่อให้ได้รับการเข้าชมจากเครื่องมือค้นหา

SEO และ PPC อยู่ในหมวดหมู่ของ SEM

ดังนั้น SEM เป็นคำกว้าง ๆ ที่รวมถึง SEO และ PPC

ซึ่งหมายความว่า เอสอีโอ อยู่ในหมวดหมู่หลักของ SEM

คุณสมบัติหลักของ SEO และ PPC

ทำความเข้าใจ คุณสมบัติหลัก สำคัญ ๆ ที่แตกต่างกันของ SEO และ PPC เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจ ในการดำเนินการแคมเปญทางการตลาดบนเครื่องมือค้นหาของคุณ

คุณสมบัติของ SEO

SEO คือแนวทางปฏิบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์อย่างต่อเนื่องเพื่อจัดอันดับในหน้าผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหาทั่วไป (SERPs) ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก

On-Page SEO (เอสอีโอภายในเว็บไซต์)

เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ภายใน โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าของคุณใช้ในการค้นหาบน Google, Bing และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ข้อที่หนี่งคือ การใส่คีย์เวิร์ดใน Title Tag, Meta Description และ URL ของหน้าเว็บ

On-Page SEO (เอสอีโอภายนอกเว็บไซต์)

เกี่ยวกับการได้รับความน่าเชื่อถือ (Trust) และสัญญาณจากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีอำนาจ (Power/Authority Signals) สิ่งนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการสร้าง Backlinks (ลิงก์ย้อนกลับ) คุณภาพสูง มายังเว็บไซต์ของคุณ, นอกเหนือจากนี้ Google อาจใช้สัญญาณอื่น ๆ ด้วย เช่น E-E-A-T และการแชร์บนโซเชียลมีเดีย

Technical SEO (เอสอีโอเชิงเทคนิค)

เกี่ยวกับการที่คุณทำให้แน่ใจว่า Google และเครื่องมือค้นหาอื่น ๆ สามารถรวบรวมข้อมูล (Crawling) และจัดทำดัชนีหน้า (Indexing) ทั้งหมดบนเว็บไซต์ของคุณได้ ยังรวมถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น การทำให้แน่ใจว่าหน้าเว็บของคุณโหลดได้อย่างรวดเร็ว และโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณได้รับการตั้งค่าอย่างถูกต้อง

User Interaction Signals (สัญญาณการโต้ตอบของผู้ใช้)

เกี่ยวกับวิธีที่ผู้ใช้โต้ตอบกับเว็บไซต์ของคุณ ช่วยให้ Google ทราบได้ว่าหน้าเว็บของคุณตรงกับการค้นหาของใครบางคนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น หากหน่าเว็บของคุณมีอัตราตีกลับสูง (High Bounce Rate) นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าหน้าเว็บของคุณไม่ได้ให้คำตอบที่ตรงกับคำถามของผู้ค้นหา และหาก Google พิจารณาว่าหน้าเว็บของคุณไม่เหมาะกับคีย์เวิร์ดนั้น พวกเขาอาจลดอันดับของคุณลงเล็กน้อย หรือนำออกจากหน้าแรกโดยสิ้นเชิง

คุณสมบัติของ PPC

โปรดจำไว้ว่า SEM เป็นคำเรียกที่รวมถึง SEO และ PPC ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น และ PPC มีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างออกไป

Bidding (การประมูล)

การเสนอราคา ไม่ว่าคุณจะใช้ Google Ads หรือ Bing Ads ซึ่งเป็นโฆษณาที่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อทำให้เว็บไซต์ของคุณได้ไปแสดงในผลการค้นหา ล้วนเกี่ยวข้องกับการเสนอราคา คุณจะต้องทำการเสนอราคาสำหรับคีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจง และเมื่อมีผู้ค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น ๆ บนเครื่องมือค้นหา โฆษณาของคุณจะปรากฎขึ้น

การจัดอันดับของโฆษณามักจะเป็นสัดส่วนที่สัมพันธ์กับราคาประมูล ดังนั้น หากคุณเป็นผู้เสนอราคาสูงสุด คุณจะปรากฏเหนือโฆษณาอื่น ๆ ทั้งหมด

และเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณ คุณจะจ่ายเงินตามจำนวนที่คุณประมูล จำนวนเงินที่คุณจ่ายเมื่อมีผู้คลิกโฆษณาของคุณเรียกว่าราคาต่อหนึ่งคลิก (CPC: Cost Per Click)

Quality Score (คะแนนคุณภาพ)

คะแนนคุณภาพเป็นเมตริกของ Google Ads ที่สำคัญที่สุด โดยพื้นฐานแล้วเป็นวิธีของ Google ในการพิจารณาว่าโฆษณาของคุณเหมาะกับสิ่งที่มีคนค้นหาหรือไม่

Google คำนวณคะแนนคุณภาพโดยพิจารณาจากการรวมกันของอัตราการคลิกผ่าน (CTR: Click Through Rate) คุณภาพของหน้า Landing Page และคะแนนคุณภาพโดยรวมของบัญชี Google Ads และหากโฆษณาของคุณมีคะแนนคุณภาพสูง คุณจะได้รับส่วนลดในการคลิกแต่ละครั้ง

Ad Copy (ข้อความโฆษณา)

ข้อความโฆษณา การเขียนข้อความโฆษณาที่น่าสนใจเป็นส่วนสำคัญในการทำ PPC ให้ดี ข้อความโฆษณาที่ยอดเยี่ยม = CTR สูง และ CTR หมายถึงคะแนนคุณภาพที่ดี ซึ่งหมายความว่าคุณจะจ่ายน้อยลงสำหรับจำนวนคลิกเท่าเดิม หากข้อความโฆษณาของคุณไม่กระตุ้นให้ผู้คนคลิก คะแนนคุณภาพของคุณก็จะลดลง และ PPC ของคุณจะเริ่มมีราคาแพงมากด

Ad Groups (การจัดกลุ่มโฆษณา)

การจัดการกลุ่มโฆษณาและบัญชี เกี่ยวกับการที่คุณใช้ข้อมูลในบัญชี Google Ads ของคุณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายโฆษณาของคุณ

SEO และ PPC ใช้เวลานานเท่าใด จึงจะเห็นผลลัพธ์

ข้อแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง ที่เราสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน คือ ความเร็วในการเห็นผลลัพธ์

SEO ต้องใช้เวลาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเว็บไซต์ของคุณยังใหม่และยังไม่มี Backlinks คุณภาพ อาจจะใช้เวลา 6-12 เดือน ในช่วงเริ่มต้น จึงจะเห็นผลลัพธ์

PPC สามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่อาจใช้เวลาหลายเดือนในการทดสอบและปรับแต่งเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก

SEO และ PPC มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

หลายคนสนใจ SEO เพราะสามารถทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับ “การเข้าชมแบบฟรี” โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณในผลการค้นหาทั่วไป นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่เมื่ออ้างอิงถึงการทำจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะคุณจำเป็นต้องใช้ทั้งเวลา ความพยายาม และเงินทุน ในการทำงาน

เช่น เวลาในการรีเสิร์จ เวลาในการวิเคราะห์ เวลาในการเขียนบทความ หรือ ค่าเครื่องมือ ค่านักเขียน ค่านักออกแบบกราฟิก ค่านักพัฒนาเว็บไซต์ หากคุณไม่สามารถทำทั้งหมดได้ด้วยตัวคุณเอง และนั่นก็ไม่ได้รับประกันว่าหน้าเว็บนั้น ๆ จะจัดอันดับในตำแหน่งที่ดีได้สำเร็จตามเป้าหมาย

ในกรณีที่คุณทำการว่าจ้างนักทำเอสอีโอ ราคาเริ่มต้นโดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน (เป็นเพียงราคาเริ่มต้นเท่านั้น) และอาจมากถึงหลักแสนบาทต่อเดือนขึ้นไป ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น

ในทางตรงกันข้าม PPC คือการที่คุณใช้เงินเพื่อให้ได้รับการเข้าชมที่คุณต้องในทันที และอย่างน้อยคุณก็อาจคาดเดาผลลัพธ์บางอย่างจากมันได้

ในระยะสั้น PPC มักจะถูกกว่า SEO

แต่ปัญหาใหญ่ของ PPC คือเมื่อไหร่ที่คุณหยุดจ่ายเงิน การเข้าชมหน้าเว็บของคุณก็จะกลายเป็นศูนย์ในทันที

อย่างไรก็ตาม สำหรับ เอสอีโอ เป็นการลงทุนในระยะยาว เมื่อหน้าเว็บหรือเว็บไซต์โดยรวมของคุณทำอันดับได้ดีและดูมั่นคงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลา ความพยายาม และเงินทุนจำนวนมากเหมือนกับช่วงเริ่มต้น เพียงแค่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ในบางจุด เพื่อการรักษาอันดับเอาไว้เท่านั้น

เมื่อพูดถึงเรื่องต้นทุน เอสอีโอ และ พีพีซี มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการเลือกใช้ ว่าธุรกิจของคุณเหมาะกับสิ่งใดมากกว่ากันหรือเหมาะกับทั้งสองสิ่ง และจะแบ่งสันปันส่วนทรัพยากรที่ใช้ให้เหมาะสมได้อย่างไร

ธุรกิจของคุณควรเน้นสิ่งใด SEO หรือ PPC

คุณควรมุ่งเน้นการทำการตลาดออนไลน์ ไปที่ SEO แบบ 100% หรือไม่? หรือคุณควรรวมทั้งสองสิ่ง เข้าด้วยกัน เพื่อทำการตลาดผ่านการค้นหาอย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อใดควรทำ SEO

มีงบประมาณที่จำกัด: หากเป็นธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น หรือธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business) ที่มีงบประมาณด้านการตลาดเพียงเล็กน้อย คุณอาจต้องเน้นไปที่ SEO และอาจจะไม่เห็นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI: Return on Investment) ไปเป็นเวลาหลายเดือน แต่มันก็สมเหตุสมผลกว่าการใช้งบประมาณการตลาดของคุณไปกับโฆษณา PPC ที่อาจทำให้คุณได้รับการเข้าชมแค่เพียงไม่กี่วันหรือสัปดาห์

มีความเป็นไปได้ที่จะทำอันดับสำหรับคีย์เวิร์ดที่ให้ข้อมูล: คีย์เวิร์ดที่ให้ข้อมูล เช่น คืออะไร? หรือ ทำอย่างไร? แม้ว่าข้อความค้นหาประเภทนี้จะไม่ทำให้เกิด Conversion ได้ดีนัก แต่มันก็ช่วยให้คุณได้รับปริมาณการค้นหาจำนวนมาก ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าคุณสามารถเขียนเนื้อหาในหัวข้อเหล่านี้ได้ เพื่อตอบคำถามลูกค้าของคุณ ซึ่งค้นหาข้อมูลบน Google, เอสอีโอ ก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด

อดทนรอได้: SEO ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ดังนั้นหากคุณสามารถอดทนรอได้ในระยะเวลา 6-12 เดือน (ในกรณีเว็บไซต์ใหม่) เพื่อให้ปริมาณการเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเริ่มเข้ามาจากการค้นหาบน Google, เอสอีโอ ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเยี่ยม

เมื่อใดควรทำ PPC

มีงบประมาณโฆษณาที่สม่ำเสมอ: ข้อดีอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโฆษณา PPC คือคุณสามารถกำหนดงบประมาณที่เข้มงวดได้ ด้วยวิธีนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณจะใช้จ่ายมากกว่างบประมาณที่คุณวางแผนไว้

แต่มันก็เป็นเรื่องง่ายเช่นกันที่คุณจะใช้งบประมาณเหล่านั้นหมดไปอย่างรวดเร็ว หากคุณไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ โดยเฉพาะการที่เพิ่งเริ่มต้นกับโฆษณาแบบเสียเงิน ซึ่งหมายความว่าคุณต้องมีงบประมาณรายเดือนที่มั่นคง ซึ่งคุณสามารถใช้เพื่อทดสอบและพิจารณาว่าชุดโฆษณาใดที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ได้ดีที่สุด

มีความสามารถจัดการบัญชี Google Ads ได้: ในทางปฏิบัติแล้ว การจัดการบัญชี Google Ads ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณต้องคำนึงถึง การกำหนดเป้าหมายคีย์เวิร์ด, โฆษณา, คะแนนคุณภาพ, ผลตอบแทนจากการลงทุน, อัตราการแปลง (Conversion Rate) และประมวลผลข้อมูลทั้งหมดนี้เพื่อตัดสินใจว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโฆษณาของคุณอย่างไร

มีความสามารถในการสร้างและทดสอบหน้า Landing Page: หนึ่งในสิ่งแรกที่คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ PPC คือคุณต้องมีหน้า Landing Page (หน้าสำหรับส่งผู้คลิกโฆษณาเข้าไป) ที่กำหนดเป้าหมายสำหรับโฆษณาแต่ละรายการ หรืออย่างน้อยกลุ่มโฆษณาแต่ละกลุ่ม ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจาก PPC คุณต้องรู้วิธีในการสร้างหน้าเว็บต่าง ๆ จำนวนมากอย่างรวดเร็ว และเรียกใช้การทดสอบ A/B Tests เพื่อหาว่าการทดสอบใดมีประสิทธิภาพดีที่สุด

เมื่อใดควรทำทั้ง 2 อย่าง

ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณมีงบประมาณและพนักงาน ที่สามารถจัดการได้ทั้ง พีพีซี และ เอสอีโอ ก็ทำทั้งสองสิ่งนี้ไปพร้อมกันได้ หากไม่คุณควรจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นหลัก

บทสรุป

SEO มุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์เพื่อให้ได้รับการเข้าชมจากผลการค้นหาทั่วไป ในทางกลับกัน เป้าหมายของ SEM คือการได้รับการเข้าชมและการมองเห็นจากทั้งการค้นหาทั่วไปและการค้นหาที่เสียค่าใช้จ่าย (โฆษณา)

เขียนโดย: Mr. Serpert
มิสเตอร์ เซิร์พเพิร์ท ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO มากประสบการณ์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ แบ่งปันแนวคิด เทคนิค และวิธีทำเอสอีโอสายคุณภาพ ให้กับผู้อ่านที่สนใจเกี่ยวกับการตลาดบนเครื่องมือค้นหา ด้วยทักษะและประสบการณ์ทำงานมากกว่า 8 ปี ในโลกของการตลาดออนไลน์ ทั้งในและต่างประเทศ
แชร์เนื้อหานี้ ไปยังแพลตฟอร์มอื่น ๆ
บทความอื่น ๆ
Site Icon
ปรึกษากลยุทธ์ SEO ฟรี

ยินดีให้คำปรึกษากลยุทธ์ด้าน SEO Marketing สำหรับเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในโลกออนไลน์ และเอาชนะคู่แข่งบน Search Engines